*สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านตอนที่ 1 ก่อน คลิก http://poptales.exteen.com/20110914/entry 

 

ความลับฆาตรกร

 

ณ โกดังร้างไร้ผู้คนและการเคลื่อนไหวต่างๆ  ความมืดปกคลุมทั่ววิสัยทัศน์จะมีก็เพียงแสงจันทร์สาดผ่านรูตามผนังก็เท่านั้น  นิรันดร์สะดุ้งตื่นขึ้นมาในห้วงแห่งความเงียบแห่งนี้  เขาถูกมัดติดกับเสาขนาดใหญ่ข้อมือถูกรัดด้วยเชือกหนาที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ  ไร้กำลังเรี่ยวแรงใดๆที่จะมาขัดขืนพันธนาการบ่วงนี้  นิรันดร์พยายามมองไปรอบกายด้วยสายตาที่ยังคงพล่ามัว  เขาจำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

 

“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงจากชายปริศนาใกล้ๆตัวเขาดังแว่วเข้ามา  เขาพยายามมองหาต้นเสียงแต่ความพล่ามัวของสายตายังคงเป็นอุปสรรคยิ่งนัก

 

“ที่จริง..  เราสองคนไม่น่าจะมาอยู่ในที่แบบนี้  หากแก...ซะก่อน  ฉันคิดว่าเราน่าจะคุยกันได้ดีกว่านี้  แต่...มันยังคง...ข้อตกลง... แกมัน...ไม่...ร้าย...หาก...ตาย...” เสียงนั้นขาดๆหายๆ  อาจเป็นเพราะสติของนิรันดร์ยังคงไม่ค่อยกลับมาดีนัก

 

“แกร๊ก” เสียงของกลไกบางอย่างถูกเหนี่ยวอย่างช้าๆ  ที่หน้าผากของนิรันดร์สัมผัสได้ถึงวัตถุบางอย่าง  สายตาของนิรันดร์เริ่มมองเห็นชัดขึ้น  และสิ่งแรกที่เขาเห็นได้ชัดที่สุด ณ ตอนนี้คือนิ้วคนและไกปืน

 

“แกฆ่าเธอ” ประโยคสุดท้ายที่นิรันดร์ได้ยินชัดถ้อยชัดคำที่สุด  มันแทงใจเขาจนเขายอมจำนนและไม่ขัดขืนด้วยความพยายามใดๆอีกต่อไป 

 

“เปรี้ยง!” เสียงปืนดังสนั่นลูกกระสุนเจาะเข้ากลางหน้าผากของนิรันดร์...

 

 

นิรันดร์สะดุ้งตื่นที่เก้าอี้พับนอนตัวโปรดของเขาอีกครั้ง  มันเป็นฝันร้าย  เขาลุกขึ้นมานั่งสีหน้าดูมีความวิตกกังวลเล็กน้อย  พักหลังมันบ่อยมากขึ้นกับการฝันถึงอะไรที่มันเลวร้ายเช่นนี้  ในฝันนั้นเขารู้สึกว่ามันเหมือนจริงมาก  นิรันดร์ใช้เวลาทบทวนตัวเองเพื่อออกจากฝันร้ายไม่นานเขาก็รวบรวมสติแล้วเทน้ำใส่แก้วก่อนจะดื่มมันอย่างกระหาย  เขานั่งลงผ่อนสภาพจิตใจด้วยการอยู่นิ่งๆอีกครั้งจะเหลือก็เพียงสายตาที่ยังคงทำงานกวาดมองไปตามเส้นแสงยามเย็นสีโพล้เพล้สบายตา  อีกไม่นานแสงตะวันก็คงจะลาลับไปอีกคราลาลับไปกับอีก 1 วันที่ทุกอย่างยังคงเดิม  ชีวิตที่มีแต่คนมาฝากความลับฝากผีฝากไข้ไม่ให้ปากโป้งอย่างเขา  ลมที่พัดตีหน้าเขาอย่างเฉื่อยเบาทำให้เขาเริ่มสงบและเผลอหลับไปอีกครั้งและพระอาทิตย์ก็ตกดิน

นิรันดร์ค่อยๆลืมตาเขาพบว่าบรรยากาศรอบตัวที่เป็นตอนนี้เข้าสู่ช่วงกลางคืนตอนต้นแล้ว  มองดูนาฬิกาเก่าๆของเขาที่แขวนอยู่บนผนังบ้านที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นนาฬิกาที่สวยมาก  เขาจำไม่ได้ว่าได้มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่แต่เขาไม่เก็บมันมาคิดเป็นประเด็นหลักในชีวิตเขาหรอก  ขอเพียงแค่ทุกวันนี้เข็มวินาทีเข็มนาทีและเข็มชั่วโมงมันยังได้มีโอกาสทำหน้าที่บอกเวลาให้เจ้านายมันได้  เขาก็พอใจมากเกินพอแล้ว  อย่างเช่นตอนนี้ที่มันได้รายงานไปว่าเป็นเวลา 21.07 น.โดยประมาณซึ่งถือว่าดึกเลยทีเดียวสำหรับเขาที่จะปิดร้านในวันนี้  นิรันดร์ลุกจากเก้าอี้นอนของเขาโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประตูรั้วบ้านเก่าๆสนิมเกาะเกรอะกรังความมืดของตัวบ้านที่ไม่ได้เปิดไฟไว้ก่อนทำให้เขาเผลอเอามือไปปัดสิ่งของบางอย่างตกลงพื้น  เขาค่อยๆก้มมองว่าสิ่งนั้นคืออะไรก่อนที่จะถอนหายใจให้กับความเคราะห์ดีที่ไม่เอาเท้าเปล่าไปเหยียบโดนมีดคัตเตอร์ที่ตกมานั้น 

เมื่อมาถึงตรงประตูรั้วนิรันดร์เกิดความสงสัยในตัวประตูรั้วบ้านที่ถูกเปิดทิ้งไว้  เขาพยายามนึกถึงเหตุการณ์ลูกค้ารายสุดท้ายของวันนี้ว่าได้ปิดประตูก่อนออกจากบ้านไปหรือไม่  แต่ความมืดมิดเช่นนี้มันไม่ใช่บรรยากาศที่จะต้องมายืนรำลึกถึงอะไรมากนักเขาคงต้องปิดประตูได้แล้ว

“ห้ามขยับ ห้ามส่งเสียง” ต้นเสียงปริศนาจากด้านหลังที่มาพร้อมกับวัตถุปลายแหลมบางอย่างที่จิ้มมาสัมผัสกับบริเวณเอวเยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย “ปิดประตูเดี๋ยวนี้!” นิรันดร์ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากทำตามเสียงขู่แผ่วเบาที่แอบก้าวร้าวนั้นซึ่งเป็นเสียงของชายปริศนาที่อยู่ด้านหลังของเขา  ประตูรั้วบ้านค่อยๆถูกเลื่อนจนปิดและล๊อค “เอาล่ะ เข้าไปในบ้านเงียบๆ” คำสั่งถูกตั้งขึ้นมาอีกครั้งแต่นิรันดร์ยังคงยืนนิ่ง “เร็วๆ!” จากคำสั่งเริ่มเป็นคำขู่นิรันดร์ต้องยอมเดินนำพาผู้ไม่หวังดีเข้าไปในบ้าน 

“หยุดก่อน” เสียงชายปริศนาออกคำสั่งอีกครั้งก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าไปในตัวบ้าน “หันมา”

นิรันดร์หันหน้าไปหาเขาตามคำสั่ง  ไม่ทันจะได้สบตาชายผู้นั้นนิรันดร์ถูกตีด้วยของแข็งอย่างแรงทำให้เขาสลบไปในทันที...   

 

นิรันดร์ตื่นขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความมึนงงเล็กน้อย  ใบหน้าที่บอบช้ำจากการถูกตีและสายตาพล่ามัวมองอะไรไม่ค่อยชัดเจนมือ 2 ข้างของเขาถูกมัดไว้กับราวบันไดด้วยเชือกฟางอย่างแน่นเหนียว  เขาพยายามจะกระชากให้เชือกมันขาดแต่ตอนนี้ลำพังแค่เพียงกระดิกข้อมือก็ยังเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต

“อย่าทำอะไรโง่ๆเลย” นิรันดร์หันไปมองหาต้นกำเนิดเสียง  ภาพของชายปริศนาสวมหมวกโม่งไหมพรมสีดำนั่งอยู่ที่เก้าอี้ทำงานที่เขาใช้คุมเครื่องอัดความลับซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบันไดกำลังนั่งจ้องมาที่นิรันดร์

“นายเป็นใคร” นิรันดร์เริ่มสนทนากับชายปริศนาครั้งแรก

“หึ ... ฉันเป็นใคร ก็ไม่เกี่ยวกับนายหรอก” ชายปริศนาตอบกลับอย่างยียวน

“ต้องการอะไร ... เงิน?” นิรันดร์ถามต่อ

ชายปริศนาสละตัวออกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วและพุ่งพรวดมาที่ตัวนิรันดร์พร้อมกับใช้มีดคัตเตอร์จี้ไปที่คอเขา

“สิ่งที่ฉันต้องการคือความเงียบ และมันจะดีมากหากปากของแกจะเงียบไปตลอดกาล” เสียงกระซิบขู่จากชายปริศนาพร้อมปลายมีดที่เพิ่มน้ำหนักจิ้มเข้าที่คอมากขึ้นยิ่งทำให้นิรันดร์มั่นใจได้เลยว่าคนที่อยู่ข้างหน้าเขาตอนนี้คงมีจุดประสงค์อื่นมากกว่าเป็นโจรปล้นบ้านต๊อกต๋อยธรรมดาๆแน่นอน  นิรันดร์ไม่ได้เปิดไฟในตัวบ้านสักดวงความมืดแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยชอบนักเมื่อต้องอยู่กับคนที่กำลังเอามีดจี้คอเขาอยู่แบบนี้ 

เสียงรถแล่นผ่านหน้าบ้านทำให้ชายโม่งดำตกใจและลุกเดินไปสำรวจบริเวณหน้าต่างอย่างช้าๆ  นี่น่าจะเป็นโอกาสเหมาะที่นิรันดร์ต้องทำอะไรสักอย่างและในที่สุดเขาก็เหลือบไปเห็นมีดคัตเตอร์ที่จี้คอเขาซึ่งเพราะความตกใจของชายปริศนาเลยดันวางทิ้งไว้ไม่ไกลจากตัวนิรันดร์มาก  ในขณะชายปริศนากำลังเดินสำรวจบริเวณในบ้าน  นิรันดร์พยายามใช้เท้าขวาของเขาเขี่ยมีดมาให้ใกล้ตัวเขามากที่สุด  เขาใช้ความพยายามอย่างหนักและมันเหลือเพียงอีกไม่กี่เซนติเมตรที่เท้าเขาจะสัมผัสอาวุธชิ้นนี้ได้ทันใดนั้นมือที่เปื้อนคราบเลือดแห้งๆก็คว้าหยิบมีดนั้นไปพร้อมพุ่งมาจี้ที่คอนิรันดร์อีกครั้ง 

“มึงจะทำอะไร” เสียงขู่คราบกระซิบที่เกรี้ยวกราดและสายตาในโม่งดำบ่งบอกถึงความตึงเครียดของชายผู้นั้นได้อย่างชัดเจน  นิรันดร์จ้องหน้าไอ้โม่งด้วยสายตาที่ก็ไม่ได้กลัวคำขู่เท่าไหร่นัก  เมื่อชายปริศนาเห็นว่าขู่ไปก็เท่านั้นจึงกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมด้วยอาการที่ดูผ่อนคลายลงขณะที่นิรันดร์ยังคงนั่งมองเขาอย่างเงียบๆ

“ฉันไม่ได้ทำใช่ไหม...ฉันไม่ได้ทำใช่ไหม...ฉันไม่ได้ทำใช่ไหม...” ชายปริศนานั่งก้มหน้ามือกุมหัวบ่นพึมพัม “ฉันไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำเว้ย!” ระดับน้ำเสียงที่ดังขึ้น ชายปริศนาแทบคลั่งเขาลุกขึ้นชกกำแพงบ้านราวกับว่าจะให้มันพังลงต่อหน้าตรงนั้นให้ได้ นิรันดร์ยังคงมองชายผู้นั้นอย่างเงียบๆและไม่นานชายคนนั้นก็ปรี่เดินเข้าหานิรันดร์พร้อมกระชากคอเสื้อเขาด้วยมือที่เปื้อนคราบเลือดแห้งๆทั้ง 2 ข้าง “นายบอกฉันที ฉันไม่ได้ทำ บอกฉันว่าฉันไม่ได้ทำ” สายตาของนิรันดร์จับจ้องไปที่ชายคนนั้นอย่างไม่ละสายตาก่อนที่ไอ้โม่งดำจะผลักตัวเขาออกไปอีกครั้งและเดินไปนั่งกุมหัวที่เก้าอี้  วินาทีนี้เหมือนความสงบนิ่งกำลังจะเข้าครอบคลุมอีกครั้ง

“มีอะไรจะเล่ามั้ย?” คำถามข้อสามจากนิรันดร์ถูกยิงขึ้น  ชายปริศนาเงียบไป

“เครื่องที่อยู่ข้างหลังนาย  ผมเอาไว้เก็บความลับของคน” นิรันดร์เสริม

“เก็บความลับเหรอ? แกจะมามุขไหนอีก?” นิรันดร์นิ่งเงียบ  ชายปริศนาเงยหน้าขึ้นแล้วหันหลังมองไปที่เครื่องอัดเสียงเก่าๆที่มีช่องสำหรับใส่เทปคาสเซ็ทและปุ่มต่างๆที่มีฝุ่นเกรอะกรังบ้าง  เขากวาดสายตามองเครื่องโดยรอบแล้วจึงลุกเดินไปที่ห้องอัดเสียงที่มีลักษณะคล้ายตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญตามห้างสรรพสินค้าในปัจจุบัน  เขาเข้าไปสำรวจภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆนี้ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าไมค์โครโฟน 1 ตัวและปุ่มสีแดงๆข้างไมค์โครโฟน  ชายปริศนาเดินออกจากห้องแล้วมองมาที่นิรันดร์ที่นั่งนิ่งๆอยู่  เขาเดินมาที่ตัวนิรันดร์อย่างรวดเร็วและใช้ปลายมีดคัตเตอร์ที่ถืออยู่จี้คอนิรันดร์อีกครั้ง

“ฉันไม่ได้อยากร้องเพลง  แกจะอยู่เงียบๆด้วยตัวเองหรือให้ฉันช่วย”

“ฆ่าผมซะ” นิรันดร์พูด “เลือดที่เปื้อนมือคุณมันบอกอะไรหลายๆอย่าง หากมันทำให้คุณสบายใจได้ก็ฆ่าผมซะ” นิรันดร์จ้องชายปริศนาด้วยสายตาที่ไม่หวาดกลัว  ชายปริศนาครุ่นคิดมีหลายสิ่งที่เขาสับสนอยู่ข้างในและกำลังโจมตีสภาพจิตใจเขา  ทันใดนั้นเขาก็ใช้มีดคัตเตอร์ที่ถืออยู่เสียบแทงและหั่นเชือกฟางที่มัดข้อมือนิรันดร์ทำลายพันธนาการให้หนุ่มเซอร์คนนั้น  เขายืนมองนิรันดร์ที่ค่อยๆลุกจากพื้นเมื่อปมถูกทำลายเหมือนเขากำลังเชื่อใจอะไรบางอย่างในตัวนิรันดร์ว่านิรันดร์  เมื่อลุกขึ้นยืนได้นิรันดร์เดินไปที่เก้าอี้ทำงานของเขา  เขาไม่แจ้งความไม่ต่อสู้ไม่กระทำการอันใดที่บ่งชี้ว่าจะเอาคืนชายปริศนาผู้นี้

“แล้วยังไง?” ไอ้โม่งถาม  นิรันดร์ชี้ไปที่ห้องอัดเสียงชายปริศนาเดินเข้าไปในห้อง

“แกรก แกรก” เสียงใส่เทปคาสเซ็ทเปล่าถูกยัดเข้าไปในเครื่องอัดและเครื่องเก็บความลับเริ่มทำงานอีกครั้ง  ขณะที่ชายปริศนานั่งนิ่งอยู่ภายในห้องอัดความลับรอแล้ว  “ผมเปิดเครื่องแล้ว หากพูดเสร็จให้กดปุ่มสีแดงข้างไมค์ เครื่องจะหยุดทำงาน” นิรันดร์เปิดประตูห้องอัดความลับเพื่อเข้ามาบอกวิธีใช้ “ผมจะออกไปสูบบุหรี่ คุณพูดไปเถอะผมไม่ฟังหรอก” นิรันดร์กล่าวทิ้งทวนก่อนปิดประตูแล้วเดินออกไปนั่งสูบบุหรี่ที่หน้าบ้านท่ามกลางบรรยากาศที่มืดมิด   ชายปริศนายังคงนั่งอ้ำอึ้งอยู่ในห้องอัดเสียง  เขานั่งเงียบไปนานพอสมควรก่อนที่เขาจะยกมือที่เปื้อนคราบเลือดทั้งสองข้างขึ้นมามองดูด้วยความปวดร้าว  ก่อนจะค่อยๆเอื้อมตัวเข้าหาไมค์โครโฟนเก่าๆ

“ขอโทษ” ประโยคแรกที่ถูกบันทึกด้วยน้ำเสียงปนคราบน้ำตา  เสียงกร้าวกราดที่สาดใส่นิรันดร์มาเกือบทั้งคืนจางหายกลายเป็นเสียงแผ่วเบาแห่งความชอกช้ำและเสียใจอย่างสุดเจ็บปวด

 

บ่ายแก่ๆแสงแดดเริ่มอ่อนกำลัง ณ ซอกหลืบพงหญ้ารกแห่งหนึ่งบริเวณสลัมใจกลางเมือง  4 หนุ่มผอมโทรมนั่งรุมสุมควันด้วยใจจดจ่ออยู่ที่สสารบางอย่างที่ถูกบดเป็นผงและวางบนกระดาษฟรอยด์  ใต้ฟอยด์นั้นมีไฟแช็คที่กำลังจุดไฟเผาอย่างพิถีพิถันก่อกำเนิดควันขาวเส้นบางๆลอยฟุ้งก่อนที่คนเหล่านี้จะใช้ริมฝีปากดำคล้ำคาบและสูบเข้าไปพ่นออกมาเป็นควันที่กระจายวงกว้าง 

“โก้  มึงดูดเยอะแล้วนะ  เดี๋ยวก็ตายห่าหรอก” หนึ่งในสมาชิกร่วมวงทักเพื่อนด้วยน้ำเสียงลอยๆแลดูคนเริ่มไร้สติ  ดูเหมือนคนชื่อโก้จะไม่ค่อยสนใจคำเตือนจากเพื่อนขี้ยาด้วยกันสักเท่าไหร่  แถมยังพี้เข้าไปเยอะกว่าเดิมจนถึงขั้นตาลอยและเขาก็ล้มตัวลงนอนไปบนกองหญ้ารกๆนั้น

“แม่ง...เจ๋งว่ะ” โก้พูดด้วยน้ำเสียงลอยๆ

“กูบอกแล้วว่ากูมีของเจ๋ง”

“ไอ้สิงห์ มึงไปเอามาจากไหนวะ”

“มึงก็ชอบใช่ไหมล่ะไอ้จ๊อด”

“ชอบดิวะ แม่งลอยเหี้ยๆ”

“กูทำเองเว้ย”

“จริงดิ!”

“ก็เออสิวะ พวกมึงเคยแดกแบบนี้ที่ไหนบ้างล่ะ” สิงห์ ยิ้มปลายมุมปากอย่างภาคภูมิใจ

“มึงเจ๋งว่ะ ที่แดกกันอยู่นี่คือไรวะ กูโคตรชอบเลย”

“มึงอยากรู้จริงๆเหรอวะ ไอ้โย”

“เออดิ กูอยากลองทำมั้ง”

สิงห์ยิ้มพร้อมกวาดสายตาไปที่ทุกคนรวมถึงกระทั่งโก้ที่นอนอยู่ที่พื้น

“กูใช้ไตคนบดผสมลงไปในของ” ทั้งจ๊อดและโยถึงขั้นเงียบอึ้งกับสิ่งที่สิงห์นำเสนอ  ขณะที่โก้ยังคงนอนตาลอยเพราะฤทธิ์ของที่สูบเข้าไปเยอะกว่าใคร

“ไต ฮ่าฮ่าฮ่า  มึง.. มามุข.. ไหนวะ.. สิงห์”  โก้นอนแซวสิงห์ด้วยเสียงที่ยืดยาน

“เจ๋งว่ะสิงห์” “ใช่ๆกูชอบมาก” จ๊อดกับโยต่างชื่นชมกันในผลงานของสิงห์  จนทำให้โก้ค่อยๆหันไปมองทั้ง 3 คน

“กูจะใช้ไตของพวกที่มันพี้หนักๆ  ไอ้พวกนี้ไตแม่งจะผลิตสารบางอย่างออกมาเยอะเป็นพิเศษ  สารตัวนี้แหละตัวจี๊ดเลยมึง” สิงห์นำเสนอผลงานอย่างภาคภูมิใจต่อไป “รู้ไหมของที่พวกมึงแดกไปเนี่ย  กูขายได้ตัวละล้านนึงเป็นอย่างต่ำ”

“จริงเหรอวะ!” จ๊อดตกใจกับราคา

“แล้วมึงเอาไตพวกมันมายังไงวะ” โยยังคงสงสัย

“ก็ฆ่าพวกแม่งทิ้งก่อนดิ  ไม่ยากเลย กูถึงได้ซื้อรถให้พี่กูได้สบายเลยไง”

“เฮ้ย .. พวกมึง..คุยเหี้ยไรกันเนี่ย .. ไร้สาระว่ะ” โก้ค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นมานั่งด้วยตัวที่เต็มไปด้วยเศษหญ้าและสติอันน้อยนิด “อย่างมึงเนี่ยนะ...ฆ่าคน”

สิงห์มองมาที่โก้ก่อนที่จะหันไปคุยกับจ๊อดและโย “มึงจำที่กูบอกได้ใช่ไหม  ไอ้พวกที่เล่นหนักๆไตแม่งจะเจ๋ง”

ทั้ง 3 คนหันมามองโก้พร้อมกัน

“มองไรกันวะ?”  

“ไม่เจ็บหรอกโก้” สิงห์พูดพร้อมชักมีดพับออกมา

“มึงอย่ามามุขนี้ไอ้สิงห์ ... กูไม่ขำ” โก้ชี้ไปที่หน้าสิงห์ ขณะที่สิงห์ค่อยขยับเข้าใกล้

“ฟุ้บ!”

“โอ้ย!” เสียงโอดครวญของโก้หลังถูกสิงห์ใช้มีดฟันไปที่แขน “ไอ้เชี้ย พวกมึง!” โก้ตกใจสุดขีดเมื่อเพื่อนทั้งสามคนเดินเข้าหาจ้องจะเอาชีวิต  จ๊อดอ้อมมาทางซ้ายโยเดินตีโอบมาด้านขวา  โก้ใช้สัญชาตญาณเอาตัวรอดด้วยการโกยกองหญ้าบริเวณนั้นปาใส่แล้ววิ่งชนลำตัวสิงห์หนีออกมาได้ 

สภาพขอบตาคล้ำแก้มตอบอย่างแม้จะพยายามรวบรวมกำลังวิ่งแค่ไหนแต่วิ่งมาได้แค่ 50 เมตรก็ทำเอาขาลากดินซะแล้ว  ยังดีที่ไหวพริบและสายตายังดีเป็นเลิศเขาเหลือบไปเจอตรอกเล็กๆ  จำได้ว่าตรอกเล็กๆขวามือข้างหน้านี้เป็นทางลัดที่สามารถเข้าทางหลังบ้านได้  ตอนเด็กๆมันเป็นตรอกที่เขามักจะใช้หนีแม่เสมอเวลาทำผิดแต่วันนี้เขากำลังใช้เส้นทางเดียวกันนี้กลับไปหาแม่และอยากไปให้ถึงตัวแม่โดยเร็วที่สุด  โก้ใช้สติที่พอมีประคองแรงกายที่เหลืออยู่น้อยนิดจนถึงช่องหน้าต่างที่เชื่อมสู่ห้องครัวหลังบ้าน  เป็นหน้าต้างบานเดียวกันกับที่เขาชอบพาเพื่อนๆแอบเข้ามาเล่นในบ้านสมัยเด็กๆ  

“ตุบ” ด้วยความที่สติหายเรี่ยวแรงหมดโก้ทิ้งตัวจากการทอดผ่านหน้าต่างลงกระแทกพื้นห้องครัวด้วยแขนที่มีรอยแผลโดนมีดฟันจนเลือดไหลผสมกับเสียงโอดครวญเพราะความเจ็บอย่างน่าเวทนา “โอย...” ก่อนที่เขาจะรวบรวมกำลังแรงฮึดสุดท้ายพยุงตัวขึ้นมาเดิน

“แม่...แม่...แม่อยู่ไหน?” ชายร่างผอมเดินกุมแขนมองหาแม่ทั่วบ้าน  เขาเดินจากห้องครัวไปห้องนั่งเล่นจากห้องนั่งเล่นไปห้องนอนชั้น 2 ก่อนจะโยกตัวเองกลับลงมาชั้นล่างอีกครั้ง “แม่!...แม่!”

“แกรก..เอี๊ยด” เสียงประตูหน้าบ้านถูกเปิดและมีคนกำลังเข้ามาในตัวบ้าน

“แม่!” โก้โผเดินไปที่ประตู  แต่ไม่ทันไรเขาถึงต้องกับหยุดผงะเมื่อได้เห็นร่างชายผอมอีกคนเข้ามาแทน “ไอ้สิงห์!”

สิงห์ไม่พูดพร่ำทำเพลงเดินปรี่ตรงเข้ามาหาตัวเขาจนเขาต้องวิ่งหนีขึ้นชั้น 2 และเข้าสู่ห้องนอนอย่างไม่รอช้า  ขณะที่กำลังจะหันไปปิดประตูกลับมีแรงดันจากข้างนอกไว้ไม่ให้ประตูปิดได้  การตามถึงตัวอันรวดเร็วทำให้โก้ต้องใช้แรงทั้งตัวเหยียดผลักให้ประตูปิดให้ได้แต่คงเป็นเพราะไม่เหลือแรงแล้วทำให้ฝ่ายที่เสียเปรียบและถูกดันกลายเป็นโก้เอง  โก้มองหาวิธีอื่นเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ให้ได้  ดั่งสวรรค์โปรดสายตาเขาทอดไปเจอเหล็กดัมเบลที่พ่อเขาคงซื้อให้เป็นของขวัญเพื่อออกกำลังกาย  โก้เอื้อมมืออีกข้างที่ไม่ได้ใช้ไปคว้าดัมเบลก่อนจะปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามผลักประตูเดินเสียหลักเข้ามาโก้ใช้อาวุธจำเป็นหวดไปที่ท้ายทอยชายคนนั้นอย่างจังก่อนที่เขาจะหลับกลางอากาศสลบนอนกองลงที่พื้นนั้น  โก้ยืนมองผลงานของเขาอย่างวิตกจริตสายตาพลันเหลือบไปเห็นมีดที่ตกอยู่ที่พื้นเขาเดินไปเก็บมีดพับเล่มนั้นและมองมันด้วยความหวาดกลัว  โก้ไม่ได้คิดไปเองตอนนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ชายที่นอนคนนี้เท่านั้นที่อยู่กับเขา  ใช่แล้วความรู้สึกมันแผ่มาจากด้านหลังเขากลับหลังหันควับในทันใดปรากฎภาพจ๊อดที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาซึ่งเขาก็รู้ดีว่าหากไม่รีบคว้าตัวจ๊อดไว้เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อน  อาจจะกลายเป็นเขาเองที่ต้องตกไปในห้วงแห่งความซวยแทน

จ๊อดทำท่าจะวิ่งหนีโก้ไม่รอช้ารีบพุ่งปรี่กระโดดเข้าตะครุบจ๊อดทันที  ทั้งคู่ล้มลงที่หน้าห้องนอนจ๊อดพยายามออกแรงผลักตัวโก้ออกไปส่วนโก้พยายามใช้แรงทั้งตัวตะครุบจับจ๊อดไม่ให้หนีไปได้  จ๊อดดิ้นรนทุกวิถีทางจนถึงขั้นออกหมัดเข้าเต็มหน้าโก้ไปหลายครั้ง  โก้ทนไม่ไหวกับหมัดที่ถูกสาดใส่เข้ามาเขาจึงทำการตอบโต้ด้วยการสาดหมัดกลับไปใส่ทั้งใบหน้าและลำตัวของจ๊อดโดยหวังเพียงให้จ๊อดหยุดเสียที  เหมือนจะได้ผลและเป็นผลที่ไวเกินคาดจ๊อดแน่นิ่งไปอย่างรวดเร็วความเหนื่อยล้าอาจทำให้โก้ลืมสังเกตุว่าเขาถือมีดที่เก็บมาเมื่อสักครู่และเมื่อรู้ตัวอีกทีตอนนี้มือเขาก็เต็มไปด้วยเลือดและร่างมนุษย์ที่นอนอยู่ตรงหน้าก็ไม่หายใจอีกต่อไปแล้ว  เขายืนขึ้นด้วยความตกใจกับการกระทำที่เพิ่งผ่านพ้นไปมีคนนอนจมหมดลมหายใจอยู่กลางกองเลือดและมีคนที่ยังหลับไม่ได้สติอยู่ข้างในห้องเขาไม่คิดว่าเรื่องจะเลวร้ายขนาดนี้  จากจุดที่เขายืนอยู่สายตาเขาสามารถมองผ่านประตูห้องสู่กระจกเงาที่ติดอยู่กับโต๊ะเครื่องแป้งสะท้อนภาพของฆาตรกรได้  สายตาที่มองกระจกคู่นั้นกำลังหวาดกลัวและสับสนถึงขั้นขีดสุด...

 

“ใช่...ฉันฆ่าพวกเขาเอง  มันเป็นความกลัวที่ไม่เคยเจอมาก่อน  ฉันนสับสน”  เสียงสารภาพจากชายปริศนาโม่งดำท่ามกลางความเงียบภายในห้องอัด “ฉันไม่อยากจะเชื่อแต่งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ  มันเป็นเพราะมีดเล่มนั้น  ฉันจำเป็นต้องทิ้งมีดเล่มนั้นให้ห่างตัวมากที่สุด  และทางเดียวที่มันจะอยู่ห่างตัวฉันได้ไกลที่สุดใช่แล้ว  มันต้องอยู่ในมือของคนที่ยังไม่ตาย  คนที่ยังหลับอยู่”  สิ้นเสียงประโยคที่ฟังดูมีน้ำเสียงปวดร้าวที่สุด  ชายปริศนาถึงกับนั่งเกร็งไปทั่วร่าง “เมื่อฉันจัดการอะไรเรียบร้อยฉันหนี  เป็นการวิ่งหนีที่อยากไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ชีวิตจะวิ่งหนีได้  ฉันได้เข้าซ่อนตัวในบ้านของคนที่ไม่รู้จัก  ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเงียบแต่สุดท้าย...”

 

อีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์วันใหม่จะโผล่มาทักทาย  ชายโม่งดำออกจากห้องอัดความลับเดินตรงมายืนอยู่ตรงข้างนิรันดร์ที่อยู่ในห้วงนิทราบนเก้าอี้นอนตัวโปรดตัวเดียวกับเมื่อช่วงเย็น  บริเวณข้างๆเต็มไปด้วยก้นกรองบุหรี่ที่ถูกใช้ไปไม่ต่ำกว่า 7-8 มวน  ชายปริศนาถอดหมวกโม่งดำออกภาย  ใต้หน้ากากนั้นใบหน้าของ สิงห์ ถูกเปิดเผยสู้แสงจันทร์อ่อนๆในช่วงเวลาเช้ามืด  สิงห์ที่เพิ่งถอดหมวกโม่งดำยืนบอกบางสิ่งให้กับนิรันดร์ที่ที่ยังคงหลับ “หลังจากที่ฆ่าพวกเขา  ฉันพบกับเรื่องที่ฉันไม่เข้าใจ  เงาในกระจกที่ฉันเห็นนั้น...”

 

ภาพเหตุการณ์หวนกลับมาอีกครั้ง  จากจุดที่ฆาตรกรคนนั้นยืนสามารถมองเห็นกระจกเงาบนโต๊ะเครื่องแป้งและสิ่งที่สะท้อนคือภาพของสิงห์ไม่ใช่โก้  ผู้ชายที่โดนดัมเบิลฟาดหัวจนสลบเหมือดในห้องนั้นต่างหากที่เป็นโก้  และศพที่ถูกมีดแทงอย่างไม่ยั้งนั้นคือร่างของแม่โก้  ที่นี่เป็นบ้านโก้ที่ที่เขามักจะได้แอบเข้ามาเล่นจากทางตรอกหลังบ้านโก้บ่อยๆเมื่อครั้งยังเด็กจากการชักชวนของโก้เอง  สิงห์ค่อนข้างสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ตอนนี้เขาต้องรีบรวบรวมสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ให้ไวก่อน  เขารีบเอามีดที่อยู่ในมือยัดเข้าในมือโก้ที่ยังคงหลับไม่รู้เรื่องราว  เขาเอาเลือดจากศพมาป้ายแปดตามตัวโก้เพื่อโยนความผิด  เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาหนีออกจากที่นั้นด้วยทางลัดทางเดิม  ทางที่โก้เคยเล่าให้ฟังว่าเป็นทางที่เขาใช้หนีแม่เวลาเขาทำความผิดและโก้ก็ขอให้เขาเก็บมันเป็นความลับอย่านำเรื่องทางลัดทางนี้ไปบอกแม่โก้  เขาพร้อมจะออกพ้นจากตรอกนั้นอยู่แล้วติดเพียงแค่เขาได้ยินเสียงจ๊อดผู้ที่เขาคิดว่าเขาได้ฆ่าไปแล้วกับโยยืนคุยกับพี่เบิ้มอดีตนักเลงหัวไม้ในตลาดแถวนั้นเขาจึงต้องหลบรอจังหวะก่อน

“พี่เบิ้มเห็นไอ้สิงห์มั้ย?” จ๊อดถาม

“ไอ้สิงห์ขี้ยาอ่ะนะ มันก็คงเดินข่มอมยาอยู่แถวนี้แหละมั้ง ว่าแต่พวกเอ็งมีไรวะ หน้าตื่นกันเชียว”

“ไอ้สิงห์มันหลอนน่ะพี่  จู่ๆแม่งก็พร่ำออกมาว่าตัวมันเองจะฆ่ามัน”

“ใช่ๆพี่มันพูดงี้เลย ไอ้สิงห์จะฆ่ากู ไอ้สิงห์จะฆ่ากู จากนั้นมันก็ฟันแขนตัวเองแล้วก็วิ่งหนีออกมาเลย” โยเสริมจ๊อด 

เมื่อสิงห์ได้ยินดังนั้นภาพย้อนต่างๆก็ฉายซ้ำขึ้นมาในหัวเขา  ภาพที่เขาพร่ำเพ้อถึงกรรมวิธีทำยาเสพติดของเขา  ภาพที่จ๊อดกับโยเคยเชื่อเขากลับกลายเป็นภาพที่ทั้งคู่ไม่ได้เชื่อเขาเลย  ภาพที่ทุกคนเดินโอบตีล้อมโก้เพื่อจะช่วยกันทำร้ายโก้กลับกลายเป็นภาพที่ทุกคนพยายามเดินเข้ามาบอกให้เขาหยุดเสพยาเพราะเห็นว่าเขาเริ่มเพ้อ  และภาพที่เขาเข้าใจผิดว่าเขาเป็นโก้จนคิดว่าโดนสิงห์ใช้มีดฟันแขนที่แท้จริงคือภาพที่เขาทำร้ายตัวเองและวิ่งหนีออกมา  ทุกอย่างเป็นภาพหลอนหลอกลวงที่เกิดจากการเสพยาอย่างหนักหน่วงของสิงห์

“อ่าว แล้วมันจะกลัวตัวเองทำแป๊ะไรวะ เดี๋ยว..พวกเอ็งพี้ยามาใช่ไหม กลิ่นเตะจมูกกูแสบเลยว่ะ”

“ปะ ปะ ป่าวพี่ คือไอ้สิงห์มันพี้แต่พวกผมแค่นั่งคุยกับมันกลิ่นมันเลยคงติดมา ถ้าพี่ไม่เห็นพวกผมไปก่อนนะพี่” จ๊อดและโยรีบถอยตัวทันทีเมื่อพี่เบิ้มนักเลงผู้ไม่ชอบให้เด็กในหมู่บ้านพี้ยาเริ่มจับผิดได้

“ไอ้เด็กเปรตพวกนี้  พวกมึงมาเคลียร์กันก่อนจะรีบไปไหนวะ” พี่เบิ้มวิ่งตามทั้ง 2 คนไปเป็นโอกาสอันดีที่สิงห์จะได้ออกจากตรอกและหนีไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้  วิ่งด้วยฝีเท้าที่ปนเคล้าน้ำตา...

 

“วันนี้ฉันจะไปมอบตัว” นั้นคือการสั่งลาแบบกระชับที่สุดของสิงห์ที่บอกกับนิรันดร์ซึ่งยังเป็นผู้หลับใหลไม่รู้เรื่อง

 

แสงแดดอ่อนๆเริ่มแยงตาเสียงนกแว่วหวานดั่งเป็นนาฬิกาปลุกนิรันดร์ เขาตื่นขึ้นมาพบว่าชายปริศนาได้จากเขาไปแล้ว  เขายังคงจำได้ดีถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา  เทปคาสเซ็ทถูกดึงออกจากเครื่องอัดความลับเขาจรดน้ำหมึกไปบนตัวเทปนั้นว่า “ไม่ระบุสถานะความลับ” ก่อนที่เขาจะกำมันไว้ในมืออย่างแน่น  ความเพลียยังไม่จางพาร่างของเขานำกระดาษ A4 ที่ถูกเขียนไว้ว่า “ปิดร้าน 1 วัน” ไปแปะที่ประตูรั้ว

สายลมยามเช้าพัดเอื่อยกระทบใบไม้ใบหญ้าระแวกนั้น

“นิรันดร์”

เสียงเพรียกหาชื่อเขาดังขึ้นอีกครั้งเป็นเสียงอบอุ่นของผู้หญิงคนหนึ่ง  และภาพของหญิงสาวผู้น่ารักคนหนึ่งก็ลอยผุดขึ้นมาในหัวเขา  เธอดูสดใสและอ่อนโยนในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่สวยงาม  บรรยากาศถูกบรรเลงด้วยเสียงเพลงจากใบไม้ใบ้หญ้าที่หยอกเย้ากับลมโชย  ในห้วงความคิดนิรันด์เดินไปหาเธอจับมือเธอสบสายตากันอย่างลึกซึ้งก่อนที่เธอจะเอื้อมตัวเข้ามากระซิบข้างหูนิรันดร์ว่า

“แกฆ่าเธอ”

ภาพทุกอย่างหายวับไปกับตาเกิดเป็นมโนภาพที่เขาเคยเห็นในฝันร้าย  โกดังเปล่าเปลี่ยวกับชายที่เหนี่ยวไกปืนใส่หัวเขา  นิรันดร์ลืมตาขึ้นอีกครั้งเขาหนีออกจากความคิดก่อนที่เขาจะรีบเดินจะกลับเข้าบ้านขึ้นชั้น 2 เข้าห้องนอนและล๊อคประตู

 

..................

 

-Poptrait-
ร้านเก็บความลับของนิรันดร์ ..2..